วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การเจริญเติบโตที่ถ่ายทอดโดย เด็กหญิงผู้โตช้า

            มนุษย์ทุกคนย่อมเติบโตแตกต่างกัน ทั้งทางด้านความคิดและสติปัญญา ที่มีย่อมไม่เหมือนกัน  ทำให้เราย้อนกลับไปดูพัฒนาการของเราในวัยเด็กแล้วเกิดความแปลกใจอยู่เหมือนกัน

                วันหนึ่งเรากลับไปนั่งย้อนดูสมุดพกในวัยเด็ก  ก็จะมีทั้งทางด้านการเรียน  พฤติกรรม  ทางด้านร่างกายในสมัยอนุบาล นึกย้อนดูมันก็เกิดความตลกนะ อ่าน ๆ ไปทำให้เรานึกว่าตอนเด็ก ๆ เราเป็นอย่างที่ครูเขียนจริงมั้ย  แต่ทำไงได้หลักฐานมันมีให้เห็นอยู่ตำตา  อย่างแรกเลยเรามานั่งดูพัฒนาการของเราเองว่าตอนเด็กว่าเรา สูงเท่าไร หนักเท่าไร พอเราเห็นเราก็ตลกตัวเอง  ในตอนอนุบาล 2-3 เราน้ำหนักอยู่ที่ 13 กิโลกรัม เท่านั้นยังไม่พอน้ำหนักตัวเราไม่เคยเพิ่มหรือลดลงมันคงที่อยู่เท่านั้น ตามที่ดูในสมุดพกครูตรวจ 6 ครั้ง เราหนักเท่ากันหมดมีแต่เพียงส่วนสูงเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้เรารู้ว่าเราเเป็นเด็กที่โตช้ากว่ารุ่นเดียวกัน

เดี๊ยวไม่เชื่อ


             ยังมีอีกอย่างที่เราคิดว่าเราเพิ่งทำคือ  ตอนปวช. 3 เราเพิ่งเริ่มเรียนว่ายน้ำ ที่เรียนเพราะพ่อเป็นห่วงกลัวว่าน้ำท่วมโลกแล้วเรายังว่ายน้ำไม่เป็น  แท้จริงแล้วน้ำยังไม่ท่วม แต่มันก็ดีกลับตัวเราเองนะ  พอไปเรียนว่ายน้ำ เรากลับเจอเด็ก ๆ อายุยังไม่ถึงสิบขวบ แล้วว่ายน้ำเป็นแล้ว เราคิดว่าเราโตสุดในสระ ณ ตอนนั้นแต่ว่ายไม่เป็น กลัวและไม่ชอบ ครูสอนว่ายอยู่หลายชม.ก็ทำไม่ได้  ครูบอกว่าถ้าเราว่ายไม่ได้ให้หันไปดูเด็ก ๆ ที่เค้าทำได้ เราเลยคิดว่าต้องสู้แล้วล่ะ ลองดูสักตั้ง ลองผิดลองถูกสำลักตั้งหลายครั้งจนในที่สุดตอนนี้เรา ชอบว่ายน้ำมากกก  ถ้าได้ลงสระแล้วขึ้นยาก มันเป็นอะไรที่สนุกมีสมาธิดี แล้วทำให้ร่างกายของเรามีความคล่องตัว



             เราคิดว่าไม่ว่าร่างกายเราจะตัวเล็กหรือใหญ่ ถ้ามีความตั้งใจแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรต้องลองดู  เราจะต้องพัฒนาตัวเองให้ได้ ในอนาตคเราจะลองสิ่งที่เราอยากทำมันมีหลายอย่าง  เราอยากทำขนมให้อร่อย  เก่งเรื่องภาษา ทั้งนี้เราก็ต้องมีความพยายามต่อไป  ไม่ว่าจะทำช้าหรือเร็วก็ขอให้ได้ลองทำก่อน



วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แก้วหน้าม้า


นางแก้วหน้าม้า 

             จากเรื่องแก้วหน้าม้า ในเรื่องกล่าวถึงพระเอกคือพระปิ่นทองไปทรงว่าวแล้วสายป่านเกิดขาด ว่าวลอยไปตกหน้าบ้านนางแก้วหน้าม้า พระปิ่นทองตามมาขอคืน นางก็ยืนข้อเสนอว่าต้องสัญญาว่าจะรับนางไปเป็นมเหสีในวังจึงจะคืนว่าวให้ พระปิ่นทองก็แสร้งรับปากเพื่อหลอกเอาว่าวคืน นางแก้วรอแล้วรอเล่า ก็ไม่เห็นมีใครมารับ ก็ขอให้พ่อแม่ช่วย พ่อแม่ก็ไปให้ ท้าวภูวดลพ่อพระปิ่นทองทราบเรื่องก็พิโรธ แต่พระมเหสีนันทามีความยุติธรรม ก็ให้ไปรับนางแก้วเข้าวัง เพราะถือว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ซึ่งเมื่อนางแก้วเข้าวังแล้วก็ไปทำเรื่องต่างๆนานา แม้ท้าวภูวดลและพระปิ่นทองจะพยายามหาทางกำจัดนางด้วยการให้ไปเอาเขาพระสุเมรุมา นางก็นำมาได้ และยังได้พบฤษีช่วยถอดหน้าม้าให้กลายเป็นสาวสวย ซึ่งเนื้อเรื่องยังดำเนินไปอย่างสนุกสนานเต็มไปด้วยความเก่งกาจของนางแก้วหน้าม้าที่ได้ของวิเศษมาจากฤษี จนท้ายที่สุดก็ได้จบด้วยความสุข ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงนางแก้วหน้าม้า มักจะหมายถึงหญิงที่มีนิสัยหรือกิริยาไม่เรียบร้อย กระโดกกระเดก ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ม้าดีดกะโหลก


เรื่องย่อ แก้วหน้าม้า

                    นางแก้วหน้าม้าเป็นธิดาสามัญชนชาวเมืองมิถิลา เหตุที่นางมีชื่อเช่นนี้เพราะก่อนตั้งครรภ์ผู้เป็นมารดาได้ฝันว่าเทวดานำแก้วมาให้ พอให้กำเนิดบุตรสาวเลยตั้งชื่อว่า แก้วแต่เนื่องจากใบหน้าเหมือนม้า ชาวบ้านเรียกว่า นางแก้วหน้าม้า
      นางแก้วนั้นวัยไล่เลี่ยกับพระปิ่นทอง พระโอรสเมืองมิถิลา และมีญาณวิเศษสามารถล่วงรู้ลมฝน จึงเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน เมื่อเก็บว่าวจุฬาได้ นางแก้วดีใจจะเก็บไว้เล่นเอง เมื่อพระปิ่นตามมาขอว่าวคืน นางแก้วขอสัญญากับพระโอรสว่าต้องมารับนางเข้าวังไปเป็นมเหสี พระปิ่นรับปากเพียงเพราะหวังอยากได้ว่าวคืน รออยู่หลายวันไม่เห็นพระปิ่นทองมารับ นางแก้วจึงเล่าเรื่องให้พ่อกับแม่ฟัง และขอให้ไปทวงสัญญา เมื่อพ่อแม่ไปทวงสัญญากับพระปิ่น ท้าวภูวดลกริ้วตรัสให้นำตัวไปประหาร แต่พระนางนันทาได้ทัดทานพร้อมเรียกพระโอรสมาสอบถาม พระปิ่นทองยอมรับว่าสัญญาจะให้มาอยู่กับสุนัข เมื่อพระปิ่นทองสัญญาแล้ว พระนางนันทาสั่งให้ไปรับตัวนางแก้วมาอยู่ในวัง ครั้งไม่มีวอทองมารับสมกับตำแหน่งมเหสี นางแก้วก็ไม่ยอมไป จนในที่สุดนางแก้วได้นั่งในวอทอง พร้อมกับแต่งตัวสวยพริ้ง พอมาถึงวังหลวง ท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองเห็นนางแก้วรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด กริยามารยาทกระโดกกระเดกก็ทนไม่ได้ คิดหาทางกำจัดนางแก้ว แต่พระนางนันทานึกเอ็นดู
      นางแก้วเข้าวังมาไม่นาน ท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองหาทางกำจัดนางแก้ว โดยให้นางแก้วไปยกเขาพระสุเมรุมาไว้ในเมืองภายใน 7 วัน หากทำไม่สำเร็จจะต้องได้รับโทษประหาร แต่ถ้าทำได้จะจัดพิธีอภิเษกสมรสกับพระปิ่นทอง นางแก้วออกไปตามป่า เสี่ยงสัตย์อธิษฐานกับเหล่าทวยเทพว่าหากตนเป็นเนื้อคู่ของพระปิ่นทอง ขอให้พบเขาพระสุเมรุ เดินทางต่อไปอีกสามวัน พบพระฤาษีรีบเข้าไปกราบและเล่าเรื่องราวทั้งหมด พระฤาษีมีใจเมตตาจึงช่วยถอดหน้าม้าออกให้ นางแก้วกลายเป็นหญิงที่งดงามโสภา แล้วเสกหนังสือเป็นเรือเหาะให้ลำหนึ่งพร้อมมอบอีโต้ไว้เป็นอาวุธ นางแก้วจึงสามารถไปยกเขาพระสุเมรุมาถวายท้าวภูวดลได้สำเร็จ
      ท้าวภูวดลพยายามหาหนทางที่จะเลี่ยงคำสัญญาเลยมอบให้พระปิ่นทองเดินทางไปอภิเษกกับเจ้าหญิงทัศมาลี ราชธิดาของท้าวพรหมทัต ก่อนเดินทางไป พระปิ่นทองกล่าวว่า ถ้ากลับมานางยังไม่มีลูกจะถูกประหาร นางแก้วนั่งเรือเหาะตามพระปิ่นทองไปแล้วถอดหน้าม้าออก ไปขออาศัยอยู่กับสองตายายในป่า เมื่อพระปิ่นทองผ่านมา นางแก้วก็ไปอาบน้ำที่ท่า พระปิ่นทองเห็นเข้าเกิดหลงรัก และไปเกี้ยวพาราณสี จนได้นางแก้วเป็นเมีย ต่อมานางแก้วตั้งครรภ์ พระปิ่นทองต้องการกลับกรุงมิถิลาและได้มอบแหวนให้นางแก้วเพื่อยืนยันว่าเด็กในท้องนางแก้วเป็นลูกของพระปิ่นทองจริง
      ขณะเดินทางกลับกรุงมิถิลา ระหว่างอยู่ในทะเลย เรือสำเภาของพระปิ่นทองถูกมรสุมพัดเข้าไปในถิ่นยักษ์ เมื่อนางแก้วคลอดบุตรชายชื่อว่า ปิ่นแก้วก็คิดจะพาลูกกลับไปหาพระปิ่นทอง โดยได้แวะไปลาพระฤาษี พระฤาษีบอกนางแก้วว่า พระปิ่นทองอยู่ในอันตราย นางแก้วฝากลูกไว้กับพระฤาษีแล้วแปลงร่างเป็นผู้ชายขึ้นเรือเหาะไปรบกับท้าวพาลราช เจ้าเมืองยักษ์ จนได้รับชัยชนะ นางแก้วในร่างชายหนุ่ม จึงเชิญพระปิ่นทองให้ครองเมืองยักษ์ และตนขอเพียงนางสร้อยสุวรรณ ธิดายักษ์ที่อายุเพียง 15 พรรษา และนางจันทา ธิดายักษ์องค์เล็กวัย 14 พรรษาไปเป็นชายา นางแก้วพาสองธิดายักษ์ไปหาพระฤาษีแล้วเล่าเรื่องราวให้ฟังพร้อมถอดรูปให้ดู สองธิดายักษ์รับปากว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ นางแก้วจึงพาสองธิดายักษ์มามอบให้พระปิ่นทอง ต่อมาพระปิ่นทองเดินทางกลับเมืองมิถิลาพร้อมกับสองธิดายักษ์
      นางแก้วได้พาลูกกลับมาเฝ้า พระปิ่นทอง ท้าวภูวดล พระนางนันทา นางสร้อยสุวรรณ และนางจันทา พร้อมกับกราบทูลว่าพระปิ่นแก้วเป็นพระโอรสของพระปิ่นทองกับนางแก้ว พระปิ่นอนงกับท้าวภูวดลไม่เชื่อ นางแก้วเลยมอบแหวนที่พระปิ่นทองเคยมอบให้ในร่างนางมณีรัตนา นางสร้อยสุวรรณและนางจันทาช่วยกันเลี้ยงดูพระปิ่นแก้ว แถมยกมือไหว้นางแก้ว พระปิ่นทองสงสัยว่าไปมีลูกกับนางแก้วได้ตั้งแต่เมื่อไร่
      เจ้าหญิงทัศมาลีคิดถึงพระปิ่นทองก็เดินทางมาหาพระปิ่นทอง เมื่อเดินทางมาพบพระปิ่นทองแล้วเกิดการหึงหวงกับนางสร้อยสุวรรณและนางจันทาสองธิดายักษ์ จนมีเรื่องทะเลาะวิวาท โดยนางแก้วเข้าช่วยเหลือ นางทัศมาลีเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงหนีกลับเมือง ต่อมาเจ้าหญิงทัศมาลีได้ให้กำเนิดพระโอรส ตั้งชื่อว่า เจ้าชายปิ่นศิลป์ไชย
      ท้าวกายมาต ผู้ครองนครไกรจักร เป็นญาติของท้าวพาลราชซึ่งถูกแก้วสังหาร และนางสร้อยสุวรรณ กับ นางจันทา กลายเป็นชายาของพระปิ่นทอง ก็เกิดแค้นใจ ยกทัพมาที่เมืองมิถิลา พระปิ่นทองไม่ชำนาญการรบ นางสร้อยสุวรรณและนางจันทาแนะว่าให้ไปขอความช่วยเหลือจากนางแก้วหน้าม้า พร้อมบอกใบ้ให้รู้ความจริง
      พระปิ่นทองรีบไปง้อขอคืนดีกับนางแก้ว นางแก้วยอมช่วยเพราะเห็นแก่พระนางนันทา โดยแปลงร่างเป็นชายหนุ่มถืออีโต้ไปเฝ้าพระปิ่นทองโดยบอกว่าพี่แก้วให้มาช่วย นางแก้วไม่สามารถทำอะไรท้าวประกายมาตได้ เพราะท้าวประกายมาตมีฤทธิ์รักษาแผลได้ นางแก้วจึงขี่เรือเหาะข้ามศีรษะท้าวประกายมาต ทำให้มนต์เสื่อม จึงสามารถจัดการได้ พอชนะศึกแก้วในร่างของชายหนุ่มขอลากลับทันที พระปิ่นทองจึงมั่นใจว่าต้องเป็นนางแก้วแน่นอน จึงตามไปหาที่ห้องกล่าวง้องอน นางแก้วหน้าม้าก็ทำเป็นเล่นตัว พระปิ่นทองแกล้งทำทีเชือดคอตาย นางแก้วจึงยอมใจอ่อนถอดหน้าม้าออก เมื่อความทราบถึงท้าวภูวดลและนางนันทา ก็ดีพระทัย จึงจัดพิธีอภิเษกสมรสให้นางแก้วเป็นมเหสีของปิ่นทองอย่างเอิกเกริก พร้อมทั้งกับนางแก้วได้ชื่อใหม่ว่า นางมณีรัตนานางแก้วจึงให้คนไปรับพ่อกับแม่มาลี้ยงดูอย่างมีความสุขในวัง ต่อมาไม่นานนางแก้วก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง แล้วได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

              

ตารีกีปัส


ตารีกีปัส


ตาลีกีปัส (ลักษณะรำเป็นกลุ่ม)

         ตารีกีปัส  

              เป็นศิลปะการแสดงระบำพื้นเมืองของทางภาคใต้ ที่ใช้พัดประกอบการแสดง ประกอบกับเพลงที่มีความไพเราะน่าฟัง ลีลาท่ารำจึงอ่อนช้อย และเป็นการแสดงที่แพร่หลายในหมู่ชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี นอกจากนั้นยังได้นำไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ ในงานมหกรรมพื้นบ้านโลก อาทิเช่น ประเทศตุรกี ประเทศโปแลนด์ ประเทศบัลแกเรีย ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศฟินแลนด์ ประเทศรัสเซีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ


         วามหมายของชื่อ

              คำว่า "ตารีกีปัส" มาจากคำสองคำที่ว่า "ตารี" ที่แปลว่า ระบำ หรือ ฟ้อนรำ และคำว่า "กีปัส" ที่

แปลว่า พัด ดังนั้นคำนี้จึงแปลว่า การฟ้อนรำที่ใช้พัดประกอบการแสดง

        ลักษณะ

               การแสดงตารีกีปัส มีรูปแบบการแสดงเป็นหมู่ระบำ ซึ่งรูปแบบการแสดงมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
  •       การแสดงเป็นคู่ ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
  •       การแสดงเป็นหมู่ระบำโดยใช้ผู้หญิงแสดงล้วน


เครื่องแต่งกาย

ตาลีกีปัส(คู่ชายหญิง)
การแต่งกายผู้หญิง
การแต่งกายฝ่ายหญิงแต่งกายตามแบบที่ได้รับการปรับปรุงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นการแต่งกายของตารีกีปัส เช่น
  • เสื้อบานง
  • โสร่งบาติก หรือผ้าซอแกะ
  • ผ้าสไบ
  • เข็มขัด
  • สร้อยคอ
  • ต่างหู

การแต่งกายฝ่ายชาย

การแต่งกายฝ่ายชายแต่งกายตามการแต่งกายของตารีกีปัส เช่น
  • เสื้อตือโล๊ะบลางอ
  • กางเกงขายาว
  • ผ้ายกเงิน ผ้ายกทอง หรือ ผ้าซอแกะ
  • เข็มขัดเป็นแนะ
  • หมวกสีดำ

              เครื่องดนตรี


                    เครื่องดนตรีประกอบการแสดงตารีกีปัส ได้แก่ ไวโอลิน แมนโดลิน ขลุ่ย รำมะนา ฆ้อง           มาราคัส บทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้องแต่บรรเลงดนตรี มีท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน สนุกสนานเร้าใจ ซึ่งเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง มี 2 เพลง คือ เพลง "ตาเรียนเนรายัง" ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแสดงระบำประมงของชาวมาเลเซีย และเพลง "อินัง ตังลุง" เป็นทำนองเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซีย ผสมผสานระหว่างมลายูกับจีน